ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า ที่ชุมชนบ้านหนองรังกาและบ้านโป่งแมลงวัน ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา เกษตรกรในพื้นที่ซึ่งปลูกอ้อยและมันสำปะหลังหลายรายต้องตัดสินใจลงทุนในการ ทำไร่เพิ่มขึ้น ด้วยการสูบน้ำจากแหล่งของตัวเองและแหล่งน้ำธรรมชาติ ใส่รถบรรทุกน้ำเป็นระยะทางไกลหลายกิโลเมตรเพื่อนำน้ำไปรดพืชไร่ของตนเอง เนื่องจากเกรงว่าสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งจัดในช่วงนี้จะทำให้มันสำปะหลังและ อ้อยที่ลงทุนปลูกไว้ต้องแห้งตาย หลังจากที่เพิ่งตัดสินใจลงทุนปลูกเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยหวังว่าหลังจากปลูกแล้วจะมีฝนตกลงมาในพื้นที่ให้มันสำปะหลังและอ้อยของ ตนเองได้เจริญเติบโตเหมือนเช่นทุกปี แต่มาจนถึงขณะนี้อากาศกลับร้อนและแล้งจัดกว่าที่ผ่านมา ส่งผลให้พืชไร่บ้างส่วนเริ่มที่จะแห้งเฉาตายลงบ้างแล้ว
นายสมชาย วิชัยสงคราม อายุ 47 ปี เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยบ้านโป่งแมลงวัน หมู่ 12 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ตนเองปลูกอ้อยไว้จำนวน 30 ไร่ โดยลงทุนไร่ละประมาณ 4,500 บาท เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยคาดหวังว่าหลังจากปลูกอ้อยแล้วจะมีฝนตกลงมาในพื้นที่เพื่อให้อ้อยที่ ปลูกไว้ได้งอกงามเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมาแต่ปรากฏว่าตั้งแต่เริ่มปลูกเมื่อ วันที่ 1 ก.พ.2553 เป็นต้นมาจนถึงวันนี้กลับยังไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ตนเองจึงตัดสินใจต้องลงทุนสูบน้ำจากแหล่งน้ำของตนเองเอง ซึ่งอยู่ไกลจากไร่อ้อยประมาณ 2 กิโลเมตร ใส่รถบรรทุกน้ำมารดอ้อยที่ปลูกไว้วันละประมาณ 10 รอบ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้แก่อ้อยให้สามารถแทงหน่อขึ้นมาเจริญเติบโตต่อไป ด้วยตัวเองได้ โดยต้องใช้เวลาในการรดน้ำถึง 4 วัน หากคิดเป็นเงินที่ต้องใช้ในการรดน้ำ ทั้งค่าน้ำมันรถ และค่าแรงคนงาน ตกประมาณวันละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,000 บาท แต่ถึงแม้จะต้องเสียเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีกแต่ก็ยังดีกว่าที่จะปล่อยให้อ้อย ที่ลงทุนปลูกไว้ต้องแห้งเฉาตายไปโดยไร้ประโยชน์ เพราะในห้วงที่ผ่านมามีพืชไร่ของเพื่อนเกษตรกรหลายรายเสียหายไปแล้วส่วน หนึ่ง
2 weeks 36 min ก่อน
2 weeks 36 min ก่อน
2 weeks 1 วัน ก่อน
2 weeks 1 วัน ก่อน
4 weeks 1 วัน ก่อน
6 weeks 2 days ก่อน
10 weeks 2 days ก่อน
12 weeks 3 days ก่อน
16 weeks 6 days ก่อน
17 weeks 2 days ก่อน