นางปณิศา ชายครอง อายุ 39 ปี ชาว จ.น่าน เดินทางมาร้องเรียนสื่อมวลชนประจำกระทรวงสาธารณสุข กรณีนางสน เรือนน้อย อายุ 68 ปี มารดาเสียชีวิต โดยนำภาพถ่ายบริเวณปากมารดาที่ติดเชื้อจนผิวเป็นสีดำเกือบครึ่งมาให้ดูด้วย
นางปณิสา กล่าวว่า มารดาได้ใช้สิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเข้ารับการรักษาที่ รพ.แห่งหนึ่ง เนื่องจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ต่อมาทราบว่า ทันตแพทย์ได้ขูดหินปูนให้มารดา จนทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นเหตุให้เสียชีวิต ทั้งนี้ได้รองเรียนต่อ ผอ.รพ.ดังกล่าวแล้ว บอกว่าจะรับผิดชอบใน 30 วัน แต่หลังจากนั้นแจ้งว่า ไม่สามารถรับผิดชอบได้ เพราะไม่มีข้อมูลว่า คนไข้ไปขูดหินปูนที่ รพ. จากการสอบถามทางทันตแพทย์ที่ให้การรักษามาดา ซึ่งเพิ่งจบมาทำงานได้ 6 เดือน อ้างว่า ใช้เหล็กแคะฟันเฉย ๆ ไม่ได้ขูดหินปูน ที่ผ่านมาได้พยายามไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมในจังหวัดมาหลายที่แล้ว รวมทั้งไปขอเงินชดเชยจากมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานการขูดหินปูนจึงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ จึงมาร้องเรียนที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ แพทยสภา
นพ.นิวัติชัย สุจริตจันทร์ ผอ.รพ.น่าน กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้เรียกทันตแพทย์ รพ. 3 คนมาสอบถามแล้วยืนยันว่าไม่ได้ขูดหินปูนให้คนไข้ เพียงแต่ทำความสะอาดช่องปากให้คนไข้ แล้วส่งต่อไปที่ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ แต่เนื่องจากนักศึกษาแพทย์ได้เขียนในใบประวัติว่ามีการขูดหินปูน ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ญาติเข้าใจผิด แต่ตอนนี้ได้อธิบายให้เข้าใจ และเรื่องได้จบแล้ว
? ถ้าแพทย์
ถ้าแพทย์ไม่ได้ขูดหินปูนให้คนไข้ คนไข้จะเสียชีวิตไหม
คนไข้เข้ารักษาด้วยโรคเกาต์ ทำไมเสียชีวิตเพราะเชื้อราในช่องปาก
ทำไมหลังออกจากห้องฟันมาเลือดไหลซึมไม่หยุด แล้วแพทย์ไม่ดูแล แพทย์แจ้งเป็นปกติของคนที่ขูดหินปูนมา
ทำไมแพทย์ไม่ยอมส่งตัวไปรักษาต่อ ทั้งๆที่ใบส่งตัวออกไปแล้ว
ผอ.ไม่ได้มาอธิบายให้ญาติเข้าใจ และเรื่องทุกอย่างก็ยังไม่จบ
บทเรียนสำหรับทุกๆท่าน อย่าได้เชื่อและไว้วางใจกับคำพูด คำสัญญาปากเปล่า ความรับผิดชอบของคนมีระดับ ว่าสิ่งที่เขาพูดไว้เขาจะไม่กลับคำ