ภายหลังจากกระเสือกกระสนออกจากภาวะถดถอยอันแสนโหดร้ายได้เพียง 1 ปี เศรษฐกิจของพญาอินทรีกำลังอยู่ในขั้นสูญเสียกำลังวังชา และอาจก้าวเข้าสู่ภาวะการเติบโตชะลอตัวเป็นระยะยาวนาน ซึ่งไม่อาจแก้ปัญหาการว่างงานที่เวลานี้อยู่ในขั้นของวิกฤตได้ ทั้งนี้ จากการกล่าวเตือนของนักวิเคราะห์หลายสำนัก
ข้อมูลต่างๆ เมื่อเดือนที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลกรายนี้ มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีก การก่อสร้างบ้านใหม่ ภาคการผลิต คลังสินค้า ตลอดจนภาคการส่งออก ทั้งหมดนี้ล้วนอ่อนแอลงกว่าที่คาดคิดทั้งสิ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ดำดิ่งลงสู่ระดับที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 5 เดือน สืบเนื่องจากความหวาดวิตกเกี่ยวกับปัญหาการว่างงานและธุรกิจ ที่ไม่เฟื่องฟู ทั้งนี้ ตามผลสำรวจของเดอะ คอนเฟอเรนซ์ บอร์ดที่ถูกนำออกเผยแพร่เมื่อวันอังคาร (27)
ท่ามกลางฉากหลังที่มีแต่ลางร้ายต่างๆ และการที่รัฐบาลกำลังยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดดุล งบประมาณลง ชาวอเมริกันจึงเป็นห่วงว่า เศรษฐกิจของพวกเขาจะซบเซาลงอีกครั้ง
เจฟฟรีย์ โรส นักเศรษฐศาสตร์แห่ง Briefing.com ชี้ว่า เดือนกรกฎาคมกำลังกลายเป็นเดือนเขย่าขวัญสำหรับเหล่าผู้บริโภค เมื่อความวิตกในวิกฤตการจ้างงาน และความหวาดกลัวว่าเศรษฐกิจจะถดถอยระลอกสองเป็นปัจจัยสำคัญในการชั่งใจของ พวกเขา
ตลาดแรงงานยังคงอยู่ในสภาพโกลาหล เขาบอก ขณะที่ตัวเลขการขอใช้สิทธิคนว่างงานยังคงเพิ่มขึ้น และการขยายตัวของแรงงานนอกภาคการเกษตรยังน่าผิดหวัง โดยอัตราการว่างงานยังคงเฉียดระดับ 10 เปอร์เซ็นต์
เบน เบอร์นันกี ประธานธนาคารกลางของสหรัฐฯ (เฟด) เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกตื่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากเขาพูดถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศว่า “ไม่แน่นอนอย่างผิดธรรมดา” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดอาจระดมมาตรการชุดพิเศษเพื่อรักษาสภาพการฟื้นตัว ไว้
นักวิเคราะห์หลายคนให้ทัศนะ ว่า ธนาคารกลางน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 0 เปอร์เซ็นต์เช่นนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2011 เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจให้ฟื้นไข้
เอนิตา มาร์โควสกา นักวิเคราะห์แห่งโซซิเยเต เจเนราล ระบุให้เตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่แท้จริงกับการที่เศรษฐกิจอเมริกาจะเติบ โตแบบชะลอตัวเป็นระยะยาวนาน เธอกล่าวต่อไปว่า “สหรัฐฯ จำเป็นต้องเติบโตเกินกว่า 2.5-2.7 เปอร์เซ็นต์ จึงจะสามารถลดอัตราการว่างงานลง” โดยเธอเห็นว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ณ เวลานี้ทำได้แค่เพียงควบคุมอัตราการตกงานให้คงที่เท่านั้น
ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ มีกำหนดจะประกาศตัวเลขประมาณการ GDP ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2010 ในวันศุกร์ (30) ซึ่งนักวิเคราะห์โดยมากคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายนที่ ผ่านมาจะขยายตัวต่ำกว่า 2.5 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ สหรัฐฯ หลุดพ้นจากภาวะถดถอยได้ในช่วงกลางปี 2009 หลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ตามหลอกหลอนมานานเกือบ 2 ปี โดยขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็น 5.6 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2009 และมีอัตราการเติบโตที่ระดับ 2.7 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก (1 ม.ค.-30 มี.ค.)
ในรายงานชิ้นหนึ่งที่ลงใน Moody's Economy.com ระบุว่า ดัชนี้ชี้วัดส่วนใหญ่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจพญาอินทรีกำลังฟื้นตัวด้วยจังหวะฝี ก้าวที่ช้าลงกว่าการกระเตื้องขึ้นจากภาวะถดถอยระลอกก่อนๆ ไม่ว่าครั้งไหนๆ และจะไม่มีการเหยียบคันเร่งต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน
การฟื้นตัวที่เข้มแข็งในอดีตที่ผ่านมา พึ่งพาอุตสาหกรรมประเภทที่ตอบสนองไวต่ออัตราดอกเบี้ยเป็นตัวขับเคลื่อนที่ สำคัญ เช่น อุตสาหกรรมบ้านจัดสรร และอุตสาหกรรมรถยนต์ ทว่าเวลานี้ไม่ใช่อย่างนั้น ด้วยสภาพที่ตัวแปรขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมีน้อยลง การเติบโตแบบตะกุกตะกักจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานฉบับนี้ว่าไว้
“ด้วยเหตุที่ผู้บริโภคยังอยู่ในภาวะหดหู่ ภาคการใช้จ่ายจริงจึงน่าจะเบาบางตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปี 2010” ไรอัน สวีต นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่ง Moody's Economy.com กล่าว
17 hours 13 min ก่อน
2 weeks 3 days ก่อน
4 weeks 5 days ก่อน
7 weeks 5 days ก่อน
7 weeks 5 days ก่อน
8 weeks 9 hours ก่อน
8 weeks 9 hours ก่อน
9 weeks 6 days ก่อน
12 weeks 14 hours ก่อน
16 weeks 18 hours ก่อน